มิแช็ล ฟูโกต์ (Michel Foucault, 1926-1984) นักคิดที่มีคุณูปการอย่างสูงต่อวงการสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มิแช็ล ฟูโกต์เป็นทั้งนักปรัชญา นักทฤษฎีสังคม และนักวิจารณ์วรรณกรรมฝรั่งเศส เขาได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยแห่งฝรั่งเศส (Collège de France) ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดทางวิชาการของฝรั่งเศส
ฟูโกต์ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับความรู้ (power/knowledge) และวาทกรรม (discourse) ซึ่งเป็นเครื่องมือควบคุมสังคม
ฟูโกต์ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับความรู้ (power/knowledge) และวาทกรรม (discourse) ซึ่งเป็นเครื่องมือควบคุมสังคม
ฟูโกต์ยังเป็นนักปราชญ์คนสำคัญของโลกที่ช่วยปลดเปลื้อง ความคิดของคนในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เป็นอิสระจากขอบเขต กฎเกณฑ์ต่างๆ ส่งผลต่อปัญญาชนทั่วโลก ความคิดของฟูโกต์ยังส่งผลต่อคนต่ำต้อยด้อยสิทธิ์ ผู้ใช้แรงงาน ชาวนา ผู้หญิง กลุ่มคนที่ถูกกดทับ เช่น เด็ก คนแก่ คนไข้ นักโทษ กลุ่มเกย์ เลสเบียน คนจน คนจร ชาวสลัม คนพิการ รวมทั้งต่อการต่อสู้ของประชากรทั้งหมดในประเทศอดีตอาณานิคม (post colonials)
ฟูโกต์ยังเป็นนักปราชญ์คนสำคัญของโลกที่ช่วยปลดเปลื้อง ความคิดของคนในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เป็นอิสระจากขอบเขต กฎเกณฑ์ต่างๆ ส่งผลต่อปัญญาชนทั่วโลก ความคิดของฟูโกต์ยังส่งผลต่อคนต่ำต้อยด้อยสิทธิ์ ผู้ใช้แรงงาน ชาวนา ผู้หญิง กลุ่มคนที่ถูกกดทับ เช่น เด็ก คนแก่ คนไข้ นักโทษ กลุ่มเกย์ เลสเบียน คนจน คนจร ชาวสลัม คนพิการ รวมทั้งต่อการต่อสู้ของประชากรทั้งหมดในประเทศอดีตอาณานิคม (post colonials)
ความสำคัญของ "อำนาจ" และการแสดงอำนาจผ่านทางการลงโทษผู้กระทำผิดในรูปแบบต่างๆ แสดงให้เห็นว่า การลงโทษผู้กระทำผิดนั้นมีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน สมัยก่อนการลงโทษทางร่างกายจะมุ่งเน้นไปที่ความเจ็บปวดทรมาน จนเรียกว่าเป็น "การลงโทษที่ดิบเถื่อน" วิวัฒน์มาจนปัจจุบันสู่การลงโทษในเชิงวิทยาศาสตร์ที่มิได้มุ่งทรมานทางร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทรมานทางจิตวิญญาณหรือทางจิตใจด้วย จุดประสงค์มิใช่เพื่อให้ผู้กระทำผิดเหล่านั้นตาย แต่ต้องการให้ทุกข์ทรมานหรือแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาตามที่ผู้ลงโทษต้องการเสียมากกว่า
ความสำคัญของ "อำนาจ" และการแสดงอำนาจผ่านทางการลงโทษผู้กระทำผิดในรูปแบบต่างๆ แสดงให้เห็นว่า การลงโทษผู้กระทำผิดนั้นมีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน สมัยก่อนการลงโทษทางร่างกายจะมุ่งเน้นไปที่ความเจ็บปวดทรมานจนเรียกว่าเป็น "การลงโทษที่ดิบเถื่อน" วิวัฒน์มาจนปัจจุบันสู่การลงโทษในเชิงวิทยาศาสตร์ที่มิได้มุ่งทรมานทางร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทรมานทางจิตวิญญาณหรือทางจิตใจด้วย จุดประสงค์มิใช่เพื่อให้ผู้กระทำผิดเหล่านั้นตาย แต่ต้องการให้ทุกข์ทรมานหรือแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาตามที่ผู้ลงโทษต้องการเสียมากกว่า
สภาพสังคมในสมัยวิคตอเรียมีลักษณะที่ค่อนข้างเคร่งครัด และเจ้าระเบียบ การรับรู้ และความเข้าใจในเรื่องเพศถูกตีกรอบอย่างมาก ชายหญิงสามารถมีคู่ได้เพียงคนเดียวตลอดชีวิต เพศสัมพันธ์มีเป้าหมายเพียงเพื่อการสืบพันธุ์ และบทสนทนาเรื่องเพศไม่สามารถพูดถึงได้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องราวเพศสภาพชายขอบที่เป็นเรื่องผิดประเพณีและยอมรับไม่ได้ เนื่องจากความคิดในเรื่องเพศในสังคมตะวันตกสมัยนั้นกลายเป็น "เพศวิทยาศาสตร์" กล่าวคือ เป็นเพศชนิดที่มีเป้าหมายของการเปิดเผยให้เห็น "ความจริง" ของเพศ มีการทดสอบเพศในลักษณะต่างๆ จนเกิดเป็นความรู้ว่าเพศเกิดขึ้นจากเงื่อนไขทางชีววิทยาเท่านั้น
สภาพสังคมในสมัยวิคตอเรียมีลักษณะที่ค่อนข้างเคร่งครัด และเจ้าระเบียบ การรับรู้ และความเข้าใจในเรื่องเพศถูกตีกรอบอย่างมาก ชายหญิงสามารถมีคู่ได้เพียงคนเดียวตลอดชีวิต เพศสัมพันธ์มีเป้าหมายเพียงเพื่อการสืบพันธุ์ และบทสนทนาเรื่องเพศไม่สามารถพูดถึงได้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องราวเพศสภาพชายขอบที่เป็นเรื่องผิดประเพณีและยอมรับไม่ได้ เนื่องจากความคิดในเรื่องเพศในสังคมตะวันตกสมัยนั้นกลายเป็น "เพศวิทยาศาสตร์" กล่าวคือ เป็นเพศชนิดที่มีเป้าหมายของการเปิดเผยให้เห็น "ความจริง" ของเพศ มีการทดสอบเพศในลักษณะต่างๆ จนเกิดเป็นความรู้ว่าเพศเกิดขึ้นจากเงื่อนไขทางชีววิทยาเท่านั้น
of the human sciences
A history of insanity in the age of reason
...ฟูโกต์เป็นผู้ตั้งคำถามอย่างแข็งขันต่อองค์ความรู้แบบโมเดิร์นโดยค้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ตั้งแต่กฎหมายการปกครอง เศรษฐศาสตร์ ประชากรศาสตร์ แพทยศาสตร์ จิตศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ฯลฯ ว่ามันมีฐานะเป็น "วิทยาศาสตร์" หรือ เป็น "ความรู้ที่น่าเชื่อถือ" ได้หรือไม่ คำตอบที่ฟูโกต์ให้ในงานวิจัยต่างๆ ของเขาก็คือ มันมีความเป็น "วิทยาศาสตร์" หรือ "เป็นเหตุเป็นผล" อยู่น้อยมาก หรือเกือบไม่มีเลย...
...Foucault กล่าวว่าตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ความปรารถนา ทางเพศกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับตัวตนของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักจิตวิทยาจะออกมาสร้างทฤษฎี เกี่ยวกับตัวตนทางเพศ ซึ่งแบ่งแยกระหว่างเพศที่ถูกต้องตามธรรมชาติ ได้แก่ เพศหญิงและเพศชาย กับเพศที่ผิดธรรมชาติ ได้แก่ คนรักเพศเดียวกัน (Homosexual) และ คนข้ามเพศ (Transgender) การจัดแบ่งตัวตนทางเพศภายใต้ความรู้วิทยาศาสตร์นี้ ใช้เพศสรีระเป็นดัชนีตัดสินตัวตนทางเพศ ซึ่งต่อมากลุ่มเกย์ เลสเบี้ยน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิ โดยอธิบายว่า อารมณ์ทางเพศของพวกเขาเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา การออกมาเคลื่อนไหวของชาวเกย์ เลสเบี้ยน ในสังคมตะวันตก คือสิ่งที่ Foucault เรียกว่ากระบวนการสร้างบรรทัดฐานทางเพศภายใต้ "การเมืองของการมีชีวิต" (Biopolitics) ที่ขับเคลื่อนโดยความรู้แบบวิทยาศาสตร์
