นักคิดสำนักโครงสร้างนิยม
และมานุษยวิทยาเชิงโครงสร้าง
Structuralism and Structural Anthropology
โคลด เลวี-สเตราส์ (Claude Levi-Strauss, 1908-2009) หนึ่งในนักมานุษยวิทยาคนสำคัญแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 บุคคลที่นำแนวคิดทฤษฎีโครงสร้างนิยม (Structuralism) อันมีอิทธิพลมาจากหลักทางภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้าง ความคิดของ เลวี-สเตราส์ ส่งอิทธิพลต่อมุมมองรูปแบบวัฒนธรรมอื่นๆ ต่างออกไปจากเดิม
โคลด เลวี-สเตราส์ (Claude Levi-Strauss, 1908-2009) หนึ่งในนักมานุษยวิทยาคนสำคัญแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 บุคคลที่นำแนวคิดทฤษฎีโครงสร้างนิยม (Structuralism) อันมีอิทธิพลมาจากหลักทางภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้าง ความคิดของ เลวี-สเตราส์ ส่งอิทธิพลต่อมุมมองรูปแบบวัฒนธรรมอื่นๆ ต่างออกไปจากเดิม
เขาได้รับขนานนามว่า "บิดาของมานุษยวิทยาสมัยใหม่" (Father of Modern Anthropology) ร่วมกับ ฟรานซ์ โบแอส (Franz Boas, 1858-1942) และ เจมส์ เฟรเซอร์ (Sir James George Frazer, 1854-1941)
เขาได้รับขนานนามว่า "บิดาของมานุษยวิทยาสมัยใหม่" (Father of Modern Anthropology) ร่วมกับ ฟรานซ์ โบแอส (Franz Boas, 1858-1942) และ เจมส์ เฟรเซอร์ (Sir James George Frazer, 1854-1941)
เลวี-สเตราส์ ประยุกต์แนวคิดทางด้านภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้างเพื่อยืนยันว่ามนุษย์ใช้ภาษาและความเชื่อในการสร้างความหมายภาษาที่อยู่ภายใต้ความคิดของมนุษย์ เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสร้างความหมายมากกว่าการเรียนรู้สิ่งที่เป็นรูปธรรม ถึงแม้ภาษามิอาจถ่ายทอดได้ แต่มนุษย์มีศักยภาพทางปัญญา สามารถสร้างความหมายในระดับลึกของจิตใต้สำนึกตรึงในความคิดของมนุษย์ ชนพื้นเมืองก็มีการรับรู้เฉกเช่นเดียวกัน เพียงแต่มีการถ่ายทอดรูปแบบต่างกัน
เลวี-สเตราส์ ประยุกต์แนวคิดทางด้านภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้างเพื่อยืนยันว่ามนุษย์ใช้ภาษาและความเชื่อในการสร้างความหมายภาษาที่อยู่ภายใต้ความคิดของมนุษย์ เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสร้างความหมายมากกว่าการเรียนรู้สิ่งที่เป็นรูปธรรม ถึงแม้ภาษามิอาจถ่ายทอดได้ แต่มนุษย์มีศักยภาพทางปัญญา สามารถสร้างความหมายในระดับลึกของจิตใต้สำนึกตรึงในความคิดของมนุษย์ ชนพื้นเมืองก็มีการรับรู้เฉกเช่นเดียวกัน เพียงแต่มีการถ่ายทอดรูปแบบต่างกัน
เลวี-สเตราส์ อธิบาย "Totemism" จากสัญลักษณ์สัตว์ที่ปรากฏในระบบความเชื่อของชนพื้นเมือง เพื่ออธิบายถึงโครงสร้างความคิดอันซับซ้อนของมนุษย์ และพบความแตกต่างของระบบสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองทั้งทวีปอเมริกาและออสเตรเลีย
เลวี-สเตราส์ อธิบาย "Totemism" จากสัญลักษณ์สัตว์ที่ปรากฏในระบบความเชื่อของชนพื้นเมืองเพื่ออธิบายถึงโครงสร้างความคิดอันซับซ้อนของมนุษย์ และพบความแตกต่างของระบบสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองทั้งทวีปอเมริกาและออสเตรเลีย
แนวคิดโครงสร้างนิยมวิเคราะห์ระบบสัญลักษณ์ว่า สัญลักษณ์ เป็นการนำเสนอเชิงรูปธรรมของมนุษย์ เพื่อจำแนกสิ่งที่พบตามธรรมชาติเชื่อมโยงกับระบบความเชื่อของตน แต่ละสังคมมีความคล้ายคลึงและแตกต่างกันตามบริบทของสังคมนั้นๆ
แนวคิดโครงสร้างนิยมวิเคราะห์ระบบสัญลักษณ์ว่า สัญลักษณ์ เป็นการนำเสนอเชิงรูปธรรมของมนุษย์ เพื่อจำแนกสิ่งที่พบตามธรรมชาติเชื่อมโยงกับระบบความเชื่อของตน แต่ละสังคมมีความคล้ายคลึงและแตกต่างกันตามบริบทของสังคมนั้นๆ
จากตำนานเรื่องเล่าของชนเผ่าพื้นเมืองในแถบทวีปอเมริกาใต้ ประหนึ่งระบบโครงสร้างเฉกเช่นภาษา เลวี-สเตราส์ ประยุกต์แนวคิดทางภาษาศาสตร์ของแฟร์ดินองด์ เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure, 1857-1913) และ โรมัน จาคอปสัน (Roman Jakobson, 1896-1982) มาใช้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมในความคิดมนุษย์ผ่านเรื่องราว ตำนานปรัมปรา เป็นการจัดประเภทแบบคู่ตรงข้าม (Binary Opposition) ผ่านการประกอบอาหาร อาทิเช่น การกำหนดว่าสิ่งใดกินได้กินไม่ได้ แหล่งอาหาร การปรุงสุกและกินดิบ อาหารในพิธีกรรม เป็นต้น
จากตำนานเรื่องเล่าของชนเผ่าพื้นเมืองในแถบทวีปอเมริกาใต้ ประหนึ่งระบบโครงสร้างเฉกเช่นภาษา เลวี-สเตราส์ ประยุกต์แนวคิดทางภาษาศาสตร์ของแฟร์ดินองด์ เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure, 1857-1913) และ โรมัน จาคอปสัน (Roman Jakobson, 1896-1982) มาใช้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมในความคิดมนุษย์ผ่านเรื่องราว ตำนานปรัมปรา เป็นการจัดประเภทแบบคู่ตรงข้าม (Binary Opposition) ผ่านการประกอบอาหาร อาทิเช่น การกำหนดว่าสิ่งใดกินได้กินไม่ได้ แหล่งอาหาร การปรุงสุกและกินดิบ อาหารในพิธีกรรม เป็นต้น
...ภาษาเป็นธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ จนกล่าวในทัศนะของโซซูร์และเลวี-สเตราส์แล้ว มันสำคัญกว่ามนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่งคือโครงสร้างสำคัญกว่ามนุษย์ ซึ่งถูกถอดออกจากศูนย์กลางจากบทบาทของผู้คิดและผู้พูด โครงสร้างภาษา ตรรกะทางภาษา สำคัญกว่าตัวมนุษย์ ดังประโยคที่มีชื่อเสียงที่พูดคล้ายๆ กัน แต่ต่างวาระกัน
ผู้เขียนเห็นว่า เลวี-สเตราส์ ดูจะมีความคิดที่เสมอต้นเสมอปลายพอสมควรในการมุ่งที่จะค้นหา "โครงสร้าง" จากสิ่งที่ดูอย่างผิวเผินแล้วคล้ายจะปราศจากระเบียบและความสมเหตุสมผลใดๆ ทั้งสิ้น เช่น นิทาน นอกจากผลงานจำนวนมากซึ่งเป็นการเปิด แนวทางในการศึกษานิทานและปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมอื่นๆ ในแง่มุมใหม่แล้ว มรดกที่สำคัญต่อวงการมานุษยวิทยาน่าจะเป็น ทัศนคติที่อ่อนน้อมต่อชนดั้งเดิมในฐานะมนุษย์ผู้อุดมไปด้วยสติปัญญา มีความชาญฉลาดในการใช้สติปัญญาขบปัญหาของการมีชีวิตอยู่ของพวกเขาอย่างเสมอหรือยิ่งไปกว่านักมานุษยวิทยาที่กำลังพยายามจะศึกษาพวกเขาอยู่ ทัศนะเช่นนี้งดงามเกินไปหรือไม่ อาจไม่มีผู้ใดรู้ได้ แต่ก็เป็นแรงผลักดันสำคัญในการเกิดปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมในแง่โครงสร้าง นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา